เรือนแพ เรือนใต้ถุนสูง และความรู้ที่เคยพาคนไทยอยู่ร่วมกับน้ำ — วันนี้ยังเหลือให้เราจำอีกแค่ไหน
สิบหลังที่เคยลอยน้ำ
เรือนแพทรงไทยคือบ้านไม้ที่ตั้งอยู่บนแพลอยน้ำ หน้าตาคล้ายเรือนไทยทั่วไป แต่ฐานรากไม่ใช่เสาที่ปักลงดิน เป็นคานไม้ที่วางอยู่บนแพ บ้านแบบนี้จึงลอยขึ้นลงไปพร้อมระดับน้ำในแม่น้ำลำคลอง
ปี 2554 อารยา เรืองคงเกียรติ เสนอวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเลือกชุมชนหัวเวียง ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นกรณีศึกษา ชุมชนแห่งนี้เคยเป็นตลาดน้ำริมแม่น้ำน้อย มีเรือนแพทรงไทยอยู่มาก เมื่อมีการตัดถนน ตลาดก็ซบเซา เจ้าของร้านเลิกกิจการ และเรือนแพจำนวนมากถูกรื้อ หรือถูกยกขึ้นไปตั้งบนเสาบนบก ผลการสำรวจพบเรือนที่เคยเป็นเรือนแพทรงไทยเหลืออยู่เพียง 10 หลัง
ตัวเลขนี้มีขอบเขตแคบ มาจากงานศึกษาชิ้นเดียว ในชุมชนเดียว เมื่อปี 2554 ไม่ใช่ภาพรวมของทั้งประเทศ และไม่ใช่ภาพของวันนี้ งานศึกษาใช้คำว่าเรือนที่เคยเป็นเรือนแพ ซึ่งไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสิบหลังยังลอยอยู่บนน้ำ
บทคัดย่อของวิทยานิพนธ์ระบุว่า เรือนแพทรงไทยอยู่คู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก และองค์ความรู้เชิงสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับเรือนแพก็มีอยู่น้อย ผู้เขียนมองว่าประโยคหลังหนักกว่าตัวเลขสิบหลัง บ้านที่หายไปยังสร้างใหม่ได้ถ้าความรู้ยังอยู่ แต่ถ้าความรู้หายไปก่อน การสร้างใหม่ก็ไม่มีแบบให้ยึด

จากตลาดน้ำสู่ถนน
คำว่าตลาดน้ำในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตลาดที่จัดให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือชม แต่หมายถึงย่านค้าขายจริงที่ใช้ทางน้ำเป็นเส้นทางหลัก ทีมวิจัยที่สำรวจชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำในจังหวัดอุทัยธานีและพิษณุโลกช่วงปี 2538–2540 (ตีพิมพ์ในวารสารวิจัยและสาระสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2545) อธิบายว่าเรือนแพเดิมใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลัก และในยุคที่ทางน้ำยังเป็นเส้นทางค้าขาย เรือนแพที่เป็นร้านค้าก็พบได้มาก โดยส่วนในใช้พักอาศัย ส่วนนอกเป็นร้านที่เปิดผนังออกได้ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนบรรยายเรือนแพไว้ในทำนองเดียวกัน คือเป็นร้านค้าริมน้ำที่ลอยน้ำได้ และเป็นที่หลับนอนไปพร้อมกัน
งานวิจัยชิ้นเดียวกันบอกว่าเรือนแพเคยเป็นที่นิยมมากในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ แล้วค่อย ๆ หายไป ชุมชนเรือนแพในกรุงเทพฯ หายไปตั้งแต่ปี 2488 ส่วนจังหวัดอื่นเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง เช่น พระนครศรีอยุธยาที่รายงานว่าเหลือราว 20 หลัง และฉะเชิงเทราที่เหลือ 4 หลังซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
สาเหตุของการหายไปไม่ได้มีข้อเดียว ที่หัวเวียง ผู้ศึกษาชี้ไปที่การตัดถนน ส่วนที่พิษณุโลก ทีมวิจัยปี 2545 เชื่อมการลดลงกับการที่เมืองทันสมัยขึ้นและผู้อยู่อาศัยย้ายจากงานเกษตรไปทำงานในเมือง ผู้เขียนมองว่าสองกรณีนี้มีเส้นร่วมกัน คือเมื่อเส้นทางสัญจรและอาชีพย้ายขึ้นบก บ้านที่ลอยอยู่บนน้ำก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะชีวิตรอบ ๆ ย้ายไปที่อื่น
เรื่องนี้ไม่ได้มีด้านเดียว งานปี 2545 ชิ้นเดียวกันสรุปด้วยว่า เมื่อวัดด้วยมาตรฐานปัจจุบัน ความเป็นอยู่ในเรือนแพขาดความมั่นคง เรือนแพจึงไม่ใช่คำตอบที่หยิบกลับมาใช้ทั้งหลังได้โดยไม่ดัดแปลง ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ควรหยิบกลับมาคือวิธีคิด ไม่ใช่รูปแบบบ้าน

รากฐานที่มองไม่เห็นของเรือนแพ
คานแพ — หัวใจที่อยู่ใต้พื้น การศึกษาที่หัวเวียงพบว่า ตัวเรือนวางอยู่บนคานแพ และคานแพวางอยู่บนแพด้านล่างอีกชั้น คานมีหน้าตัดค่อนไปทางจัตุรัส มีรูเจาะตรงตำแหน่งเสาให้เสาเสียบลงไปแบบสลักเดือย เสามีขนาดเพียง 4 x 4 นิ้ว ช่างลบเหลี่ยมมุมหรือกลึงให้กลม ผนังต่อกันด้วยการเข้าลิ้น ไม้สักเป็นวัสดุหลัก หลังคามุงด้วยจาก แฝก หรือสังกะสี ผังเรือนมักสมมาตรซ้ายขวา และจัดได้ 4 กลุ่มตามผังหลังคา ช่วงเสา และตำแหน่งตู้ติดตาย

แพ — ลูกบวบกับโป๊ะ แพที่รองรับเรือนมีหลายแบบ แพลูกบวบใช้ไม้ไผ่ผูกรวมกัน ส่วนโป๊ะใช้ไม้จริงต่อเป็นแพสี่เหลี่ยมยาว ทีมวิจัยปี 2545 จำแนกแพไว้มากกว่านั้น ทั้งโป๊ะคอนกรีต โป๊ะแผ่นเหล็ก และถังเหล็กเปล่าที่ราคาถูกจนครัวเรือนรายได้น้อยใช้กัน ผู้เขียนมองว่าแพเป็นส่วนที่เปลี่ยนวัสดุได้หลายแบบตามกำลังทรัพย์ ขณะที่ความคิดหลักของบ้านคือให้ลอยไปกับน้ำยังเหมือนเดิม

ใต้ถุนสูง คำตอบของบ้านบนบก
ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่อยู่บนแพ เรือนไทยบนบกก็มีวิธีของตัวเอง บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อพฤษภาคม 2569 อธิบายว่าบ้านไทยมักทำใต้ถุนให้พ้นจากความชื้นใต้ดินและน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก งานศึกษาการระบายอากาศของบ้านไทยปี 2545 ก็นับการยกบ้านขึ้นบนใต้ถุนสูงเป็นวิธีป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน
ชาน — พื้นที่ที่ยอมเปิดโล่ง งานชิ้นเดียวกันระบุว่าชานกลางแจ้งของเรือนไทยดั้งเดิมใช้พื้นที่ราวร้อยละ 40 ของบ้าน แต่ผู้เขียนงานนั้นก็เห็นว่าชานขนาดนี้อาจไม่เหมาะกับครอบครัวสมัยใหม่ ผู้เขียนมองว่าทั้งใต้ถุนและชานคือพื้นที่ที่บ้านยอมเว้นไว้เปล่า ๆ บ้านไม่ได้พยายามกันน้ำออกไปทั้งหมด แต่เปิดทางให้น้ำและลมผ่านโดยที่คนยังอยู่ได้
เรือนแพที่ยังอยู่
ความรู้เรื่องเรือนแพไม่ได้หายไปหมด ที่จังหวัดอุทัยธานี ริมแม่น้ำสะแกกรัง ยังมีชุมชนเรือนแพอยู่ งานศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเผยแพร่เมื่อธันวาคม 2566 สัมภาษณ์ผู้อาศัยในเรือนแพ 20 คน พบว่ากฎหมายว่าด้วยการเดินเรือ พ.ศ. 2456 และข้อบัญญัติของเทศบาลมีผลต่อการจอดเรือและจำนวนเรือนแพ และเทศบาลไม่มีนโยบายเพิ่มจำนวนเรือนแพ ผู้ศึกษาจึงเสนอให้แก้กฎการจอดเรือให้เข้ากับบริบทของสะแกกรัง และปรับกฎหมายให้ชุมชนอยู่ต่อและเติบโตได้
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 รายการจับตารอบทิศของไทยพีบีเอสรายงานว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนร่วมกับภาคีในจังหวัดลงสำรวจชุมชนตลอดแนวลุ่มน้ำที่ประสบปัญหา โดยมีเป้าหมายอนุรักษ์เรือนแพไม่ให้สูญหาย ผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้ชี้ว่า ความอยู่รอดของเรือนแพไม่ได้ขึ้นกับช่างหรือแบบบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับกติกาว่าจะให้บ้านลอยจอดตรงไหนได้ด้วย
คำถามที่ยังลอยอยู่
ทีมวิจัยปี 2545 สรุปไว้ว่า ความอยู่รอดของชุมชนเรือนแพขึ้นอยู่กับการที่ผู้คนยังอยู่อย่างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ผู้เขียนมองว่าการลืมมีอย่างน้อยสองชั้น ชั้นแรกคือไม่มีใครใช้ความรู้นั้นแล้ว ชั้นที่สองคือไม่มีใครบันทึกไว้ ซึ่งตรงกับที่วิทยานิพนธ์ปี 2554 บอกว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับเรือนแพมีอยู่น้อย ชั้นแรกแก้ได้ด้วยการเลือกใช้ ส่วนชั้นที่สองแก้ได้ด้วยการจดไว้ก่อนที่ผู้รู้จะหมดไป
ถ้ามองบ้านของตัวเองตอนนี้ ส่วนไหนยังเว้นที่ให้ลมและน้ำผ่านได้ และส่วนไหนที่เราปิดตายไปแล้วโดยไม่ทันถามว่าเคยมีไว้ทำไม

บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัย บทความวิชาการ และรายงานที่อ้างอิงไว้ ไม่ได้มีการสัมภาษณ์ผู้อยู่อาศัยโดยตรง ข้อมูลตรวจกับแหล่งที่มา ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569
แหล่งอ้างอิงหลัก
- การศึกษารูปแบบทางกายภาพเรือนแพทรงไทย กรณีศึกษา ชุมชนหัวเวียง ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- Typology and Life Style Analysis of the Raft House (Ruan Pae) in Riverine Settlements in Thailand
- เรือนไทย (เล่ม 13)
- พัฒนาการที่อยู่อาศัยบ้านเรือนชาวไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน
- การคำนวณพลศาสตรของไหลเพื่อการออกแบบการระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ: แนวทางสำหรับบ้านในประเทศไทย
- การศึกษาผลกระทบของมาตรการของรัฐต่อชุมชนเรือนแพ เขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี
- เปิดแผนพัฒนาเรือนแพ ลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี