รวบรวมเฉพาะข้อมูลที่ตรวจเทียบได้จากอย่างน้อยสองแหล่งอิสระ ว่าด้วยเวลาหน้าจอ การนอน สายตา และพัฒนาการเด็ก พร้อมข้อจำกัดของหลักฐานแต่ละเรื่อง

เราออนไลน์กันนานแค่ไหน

ข้อมูลสองชุดจากผู้สำรวจคนละราย ให้ภาพไปในทางเดียวกันว่าคนไทยออนไลน์วันละหลายชั่วโมง รายงาน Digital 2018 ของ We Are Social และ Hootsuite ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2561 (ค.ศ. 2018) พบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 9 ชั่วโมงกว่า ส่วนการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยปี 2561 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ตัวเลขราว 10 ชั่วโมงต่อวัน ตัวเลขไม่เท่ากัน แต่อยู่ในช่วงใกล้กัน ทั้งสองชุดวัดเวลาออนไลน์ ไม่ใช่เวลาหน้าจอทั้งหมด และเป็นข้อมูลของปี 2561

ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น งานทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบสองชิ้นที่ทำแยกกันชี้ตรงกันว่าเวลาหน้าจอเพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 เริ่มระบาด ชิ้นหนึ่งดูเด็กอายุ 6–14 ปี และพบว่าสัดส่วนเด็กที่ใช้หน้าจอตั้งแต่ 2 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไปสูงขึ้นเมื่อเทียบก่อนและหลังเดือนมกราคม 2563 อีกชิ้นรวมข้อมูลเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี และพบว่าเวลาหน้าจอเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาด ตัวเลขของสองชิ้นวัดคนละแบบ จึงไม่ควรนำมาเทียบกันตรง ๆ และทั้งสองบอกได้เพียงว่าสองเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ได้พิสูจน์ว่าโรคระบาดเป็นสาเหตุโดยตรง

ภาพประกอบ: เราออนไลน์กันนานแค่ไหน
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

หลักฐานด้านสุขภาพ: เห็นว่าไปด้วยกัน แต่ยังชี้ไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ

สุขภาพจิต งานทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบสามชิ้นที่ทำแยกกัน ได้แก่ ชิ้นที่เน้นเด็กและเยาวชน ชิ้นที่เน้นภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และชิ้นที่รวมเฉพาะงานเชิงสหสัมพันธ์เรื่องอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล ต่างพบทิศทางเดียวกัน คือการใช้สมาร์ทโฟนแบบที่เป็นปัญหา ซึ่งหมายถึงควบคุมการใช้ไม่ได้จนกระทบชีวิตประจำวัน สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด

ข้อจำกัดสำคัญคือ ผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตในงานแรกเป็นการรายงานด้วยตนเอง งานที่สองส่วนใหญ่เป็นการสำรวจ ณ ช่วงเวลาเดียว และผู้เขียนประเมินคุณภาพวิธีวิจัยว่าอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง ส่วนงานที่สามรวมเฉพาะงานเชิงสหสัมพันธ์ ผลที่ได้จึงบอกว่าสองเรื่องพบร่วมกัน ไม่ได้บอกว่าอะไรเป็นเหตุ สมาคมกุมารแพทย์แคนาดา (CPS) ก็ระบุว่าในวัยรุ่นยังไม่ชัดว่าการใช้เทคโนโลยีมากทำให้สุขภาวะต่ำลง หรือสุขภาวะที่ต่ำทำให้ใช้มากขึ้น

การนอน เรื่องนี้มีหลักฐานจากงานทบทวนสองชิ้นที่ตรงกัน ชิ้นแรกทบทวนงานวิจัยในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น และพบว่างานส่วนใหญ่ชี้ว่าเวลาหน้าจอสัมพันธ์กับการนอนที่สั้นลงและการเข้านอนช้าลง อีกชิ้นเป็นการวิเคราะห์รวมงานวิจัยในเด็กและวัยรุ่นอายุ 6–19 ปี พบว่าการเข้าถึงหรือใช้อุปกรณ์ใกล้เวลานอนสัมพันธ์กับการนอนไม่พอ คุณภาพการนอนที่แย่ลง และอาการง่วงในเวลากลางวัน ผู้เขียนชิ้นแรกระบุชัดว่ายังยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้

สายตา คอ และบ่า สำหรับดวงตา งานทบทวนสองชิ้น ชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ปี 2018 อีกชิ้นเป็นการทบทวนอย่างเป็นระบบปี 2025 ต่างเชื่อมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลกับอาการตาล้าและตาแห้ง ส่วนอาการปวดคอและบ่า บทความทบทวนของคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อธิบายว่าการใช้สมาร์ทโฟนทำให้ต้องก้มคอและหลังส่วนบนมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ และการอยู่ในท่าก้มนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อคอทำงานหนักจนเกิดอาการปวดคอ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความปวดของ Singapore General Hospital ให้ภาพไปทางเดียวกัน คือการก้มมองอุปกรณ์เป็นเวลานานทำให้ไหล่ตึง ปวดคอ และอาจปวดศีรษะเรื้อรัง

ภาพประกอบ: หลักฐานด้านสุขภาพ: เห็นว่าไปด้วยกัน แต่ยังชี้ไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

ตัวเลขชั่วโมงอย่างเดียวไม่พอ

ลำพังจำนวนชั่วโมงอธิบายได้ไม่หมด การสำรวจของ OECD จากผู้ตอบแบบสำรวจใน 14 ประเทศช่วงต้นปี 2568 (ค.ศ. 2025) พบว่าคนที่ใช้หน้าจอเพื่อเรื่องส่วนตัวมากมีแนวโน้มรายงานสุขภาวะต่ำกว่า แต่การนอนไม่พอเป็นหนึ่งในตัวทำนายสุขภาวะต่ำที่แรงกว่าเวลาหน้าจอเพียงอย่างเดียว

ภาพประกอบ: ตัวเลขชั่วโมงอย่างเดียวไม่พอ
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

ภาพเดียวกันปรากฏในวัยรุ่น งานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่วิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่สามชุด พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับสุขภาวะของวัยรุ่นในทางลบแต่เล็ก และสื่อที่รายงานงานชิ้นนี้ระบุว่าในข้อมูลชุดเดียวกัน การนอนให้พอมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะมากกว่าการใช้เทคโนโลยีอย่างชัดเจน CPS สรุปไว้ว่าผลของสื่อดิจิทัลมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง และขึ้นกับเนื้อหา บริบท และลักษณะของแต่ละคน ซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้นำการจัดทำแถลงการณ์ของสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (AAP) กล่าวว่าสื่อแต่ละแบบไม่เหมือนกัน

ลองปรับทีละขั้น

ขั้นที่หนึ่ง เด็กเล็กมาก ๆ ควรเว้นก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่แนะนำให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีและเด็กอายุ 1 ปีดูหน้าจอแบบนั่งดู CPS ไม่แนะนำสำหรับเด็กต่ำกว่า 2 ปี ยกเว้นวิดีโอคอลกับผู้ใหญ่ที่ดูแล และ AAP แนะนำให้เลี่ยงในเด็กต่ำกว่า 18 เดือน ยกเว้นวิดีโอคอลเช่นกัน เมื่อพ้นวัยนั้น ทั้งสามองค์กรให้เพดานราววันละ 1 ชั่วโมงสำหรับเด็กเล็กตั้งแต่ 2 ขวบ โดย WHO ระบุช่วง 2–4 ปี และ CPS ระบุช่วง 2–5 ปี

เรื่องภาษาเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีงานศึกษาอยู่มาก งานวิเคราะห์รวมชิ้นหนึ่งพบว่าเวลาหน้าจอที่มากสัมพันธ์กับทักษะภาษาของเด็กที่ต่ำกว่า ขณะที่การดูรายการเชิงการศึกษาและการดูร่วมกับผู้ใหญ่สัมพันธ์กับทักษะภาษาที่ดีกว่า CPS ก็สรุปว่าการได้รับหน้าจอมากในวัยเด็กเล็กสัมพันธ์กับการได้ภาษาช้า ทั้งหมดนี้เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์เหตุผล

ขั้นที่สอง ห้องนอน มื้ออาหาร และก่อนนอน AAP แนะนำให้กำหนดช่วงเวลาและพื้นที่ปลอดสื่อ เช่น มื้อเย็นของครอบครัวและห้องนอน และไม่ให้เด็กนอนโดยมีอุปกรณ์อยู่ในห้อง CPS แนะนำให้มีช่วงปลอดหน้าจอทุกวัน โดยเฉพาะมื้ออาหารของครอบครัว และไม่ส่งเสริมการใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิงในห้องนอน ส่วนก่อนนอน ทั้ง AAP และ CPS แนะนำให้เลี่ยงหน้าจออย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยเอกสารของ CPS ระบุไว้ทั้งสำหรับพ่อแม่และวัยรุ่น

ขั้นที่สาม ตั้งแผนการใช้สื่อของบ้าน ทั้ง AAP และ CPS แนะนำให้ครอบครัวทำแผนการใช้สื่อ (Family Media Plan) ที่ระบุเวลา เนื้อหา และพื้นที่ที่ใช้ได้หรือไม่ได้ และแนะนำให้ผู้ใหญ่ดูหรือเล่นไปพร้อมเด็กเมื่อทำได้ AAP ยังชวนให้ผู้ใหญ่ย้อนมองการใช้สื่อของตนเอง เพราะส่งผลต่อเด็ก และ CPS ก็ระบุว่าพ่อแม่คือแบบอย่างของการใช้หน้าจอ

ขั้นที่สี่ ดูแลสายตา คอ และบ่า งานทบทวนเรื่องสายตาระบุว่าการพักจากหน้าจอเป็นระยะเป็นหนึ่งในแนวทางจัดการอาการ และแพทย์ของ Singapore General Hospital ก็แนะนำให้พักจากอุปกรณ์เป็นระยะเช่นกัน ส่วนบทความของมหาวิทยาลัยบูรพาและแพทย์ของ Singapore General Hospital ต่างแนะนำการออกกำลังกายที่ช่วยกล้ามเนื้อคอและบ่า โดยฉบับแรกเน้นการยืดเหยียด และฉบับหลังเน้นท่าที่ฝึกท่าทาง

ขั้นที่ห้า ถามถึงสิ่งที่อยู่รอบ ๆ จอ เมื่อ OECD และข้อมูลวัยรุ่นที่นักวิจัยออกซฟอร์ดวิเคราะห์ชี้ไปทางเดียวกันว่าการนอนมีน้ำหนักมาก ผู้เขียนเห็นว่าคำถามที่ควรถามคู่กับ "ใช้กี่ชั่วโมง" คือคืนที่ผ่านมานอนพอหรือไม่ และใช้จอในช่วงก่อนนอนหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว และหลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผล แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ตรวจสอบได้

คำถามที่ชวนคิดคือ ถ้าจะเลือกเปลี่ยนเพียงเรื่องเดียวในสัปดาห์นี้ เช่น เวลาก่อนนอน ห้องนอน หรือมื้ออาหาร คุณจะเลือกเรื่องไหน และอะไรทำให้เรื่องนั้นสำคัญสำหรับคุณ

ภาพประกอบ: ลองปรับทีละขั้น
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

แหล่งอ้างอิงหลัก