เพนตากอนบอก BBC ว่ายุติการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Anthropic แล้ว หลังข้อพิพาทที่ลากยาวมาตั้งแต่ต้นปี 2026 และศาลสองแห่งตัดสินออกมาไม่ตรงกัน บทความนี้รวบรวมหลักฐานเพื่อแยกสิ่งที่ยืนยันได้ออกจากคำกล่าวอ้างของแต่ละฝ่าย

คำตอบสั้น ๆ: เพนตากอนบอกว่า "ใช่" แต่เรื่องยังไม่จบ

วันที่ 5 ตุลาคม 2026 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ตอบคำถามของ BBC ว่า "ได้ยุติการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Anthropic แล้ว" แต่ไม่ได้ระบุว่าหยุดใช้ตั้งแต่เมื่อใด ส่วน Anthropic ไม่ขอแสดงความเห็น

คำแถลงนี้เป็นปลายทางของคำสั่งที่ออกมาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 วันนั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ของ Anthropic โดยให้หน่วยงานที่ใช้อยู่มีเวลาทยอยเลิกใช้ 6 เดือน ในวันเดียวกัน พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ประกาศขึ้นบัญชี Anthropic เป็น "ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงแห่งชาติ" (supply chain risk) และระบุว่าผู้รับเหมาหรือคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับกองทัพสหรัฐฯ ห้ามทำการค้ากับ Anthropic

สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามวงการเทคโนโลยีทุกวัน คำว่า "ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน" อาจฟังดูไกลตัว ในทางปฏิบัติ มันคือการที่หน่วยงานรัฐประกาศว่าการพึ่งพาผู้ขายรายหนึ่งในระบบสำคัญอาจกลายเป็นจุดเปราะบาง และสั่งกันผู้ขายรายนั้นออกจากระบบ Anthropic ระบุว่าป้ายนี้ไม่เคยถูกใช้กับบริษัทอเมริกันมาก่อน

เส้นตาย 6 เดือนครบในปลายเดือนสิงหาคม แต่คำแถลงว่าหยุดใช้แล้วมาถึงในต้นเดือนตุลาคม BBC ระบุว่ายังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดการถอดออกจึงใช้เวลานานกว่ากำหนด ส่วน Lauren Kahn นักวิเคราะห์จากศูนย์ CSET มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และอดีตเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ให้ความเห็นกับ BBC ว่าระบบเหล่านี้ "ไม่ใช่ของที่เสียบแล้วใช้ได้ทันที"

สิ่งที่ทำให้คำแถลงของเพนตากอนมีน้ำหนักขึ้นคือคำตัดสินเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ประจำเขตดี.ซี. ตัดสิน 2 ต่อ 1 ยืนตามการที่กระทรวงกลาโหมขึ้นบัญชี Anthropic เป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานภายใต้กฎหมาย FASCSA ผลคือเพนตากอนยังกันระบบ Claude ออกจากระบบของตัวเองและงานสัญญาด้านกลาโหมต่อไปได้

ผู้เขียนมองว่า ถ้าถามว่า "เพนตากอนเลิกใช้จริงหรือ" สิ่งที่ยืนยันได้ตอนนี้คือ เพนตากอนประกาศเช่นนั้นอย่างเป็นทางการ และคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ก็เปิดทางให้ทำได้ แต่ยังไม่มีเอกสารสาธารณะที่บอกว่าการถอดออกเสร็จสิ้นเมื่อใด และครอบคลุมทุกระบบหรือไม่

ภาพประกอบ: คำตอบสั้น ๆ: เพนตากอนบอกว่า "ใช่" แต่เรื่องยังไม่จบ
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

จากคู่ค้าสู่คู่ความ: ลำดับเหตุการณ์ที่ยืนยันได้

ย้อนกลับไปวันที่ 14 กรกฎาคม 2025 Anthropic ได้รับข้อตกลงต้นแบบระยะ 2 ปี วงเงินสูงสุด 200 ล้านดอลลาร์ ผ่านสำนักงานด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (CDAO) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในประกาศเดียวกัน บริษัทระบุว่ามีโมเดล Claude Gov ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับลูกค้าด้านความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว

ตามคำแถลงของ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic บริษัทเป็นบริษัท AI แนวหน้ารายแรกที่นำโมเดลไปใช้ในเครือข่ายลับของรัฐบาลสหรัฐฯ และ Claude ถูกใช้ในงานวิเคราะห์ข่าวกรอง การจำลองสถานการณ์ การวางแผนปฏิบัติการ และปฏิบัติการไซเบอร์ BBC รายงานเพิ่มเติมว่า Claude ถูกฝังอยู่ใน Maven Smart System ของบริษัท Palantir ซึ่งนักวิเคราะห์ใช้ป้อนภาพถ่ายดาวเทียมและภาพจากโดรน เพื่อช่วยงานอย่างการระบุเป้าหมายทางทหารที่เป็นไปได้ และการสรุปข้อมูลเป็นรายงานหน้าเดียว

ผู้เขียนมองว่า รายละเอียดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการถอดออกจึงไม่ใช่แค่การปิดสวิตช์ เพราะ Claude ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่ถูกผูกอยู่กับกระบวนการทำงานด้านความมั่นคงจริง

จุดแตกหักอยู่ที่เงื่อนไขการใช้งานสองข้อที่ Anthropic ยืนยันจะคงไว้ คือไม่ให้ใช้ AI สอดแนมชาวอเมริกันในวงกว้าง และไม่ให้ใช้กับอาวุธที่ทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ Anthropic ระบุว่ากระทรวงประกาศจะทำสัญญาเฉพาะกับบริษัท AI ที่ยอมรับการใช้งาน "ใดก็ได้ที่ชอบด้วยกฎหมาย" และเฮกเซธเองกล่าวว่า Anthropic ต้องอนุญาตให้ใช้งานใดก็ได้ที่เพนตากอนเห็นว่าถูกต้องตามกฎหมาย

ในคำแถลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 Amodei ระบุว่ากระทรวงขู่จะถอด Anthropic ออกจากระบบ ขึ้นบัญชีเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน และอ้าง Defense Production Act เพื่อบังคับให้บริษัทถอดมาตรการป้องกันออก Defense Production Act คือกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งการภาคเอกชนในยามจำเป็นด้านความมั่นคง ผู้เขียนมองว่าการหยิบกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาในบริบทของซอฟต์แวร์ AI บอกว่าข้อพิพาทนี้ไปไกลกว่าการต่อรองเงื่อนไขสัญญาแล้ว

คำแถลงฉบับเดียวกันยังมีข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริษัทอีกหลายข้อ เช่น บริษัทเข้าใจว่าการตัดสินใจทางทหารเป็นของกระทรวง ไม่ใช่ของบริษัทเอกชน และไม่เคยคัดค้านปฏิบัติการทางทหารใดเป็นการเฉพาะ บริษัทยอมสละรายได้ "หลายร้อยล้านดอลลาร์" เพื่อตัดการใช้งานของบริษัทที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และหากกระทรวงเลือกถอดบริษัทออก บริษัทจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปยังผู้ให้บริการรายอื่นเป็นไปอย่างราบรื่น ข้อเหล่านี้เป็นคำกล่าวอ้างของ Anthropic เอง ยังไม่มีเอกสารสาธารณะจากฝ่ายอื่นมายืนยัน

ภาพประกอบ: จากคู่ค้าสู่คู่ความ: ลำดับเหตุการณ์ที่ยืนยันได้
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

ศาลสองแห่ง คำตัดสินสองทาง

ในเดือนมีนาคม 2026 Anthropic ยื่นฟ้องสองคดี คดีหนึ่งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย อีกคดีหนึ่งที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

วันที่ 27 สิงหาคม 2026 ริตา หลิน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย ตัดสินให้ Anthropic ชนะ โดยวินิจฉัยว่าการขึ้นบัญชีเป็นการตอบโต้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ 1 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก และขัดหลักกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายตามบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ 5 พร้อมสั่งให้กระทรวงกลาโหมเพิกถอนสถานะดังกล่าว แต่ผู้พิพากษาก็เขียนไว้ชัดว่า กระทรวง "มีอิสระอย่างไม่ต้องสงสัยในการเลือกผู้ขาย AI ที่ตนต้องการ" ปัญหาอยู่ที่มาตรการลงโทษในวงกว้างที่ใช้กับบริษัท คำตัดสินนี้จึงไม่ได้บังคับให้เพนตากอนต้องใช้ Claude

เกือบหนึ่งเดือนต่อมา วันที่ 25 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์เขตดี.ซี. ตัดสินอีกทางในอีกคดีหนึ่ง เสียงข้างมากซึ่งผู้พิพากษา Gregory Katsas เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัย เห็นว่ากระทรวงมีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการใช้ Claude ต่อไปเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง เหตุผลคือ Anthropic สามารถบังคับใช้ข้อจำกัดตามสัญญาผ่านการฝึกโมเดลได้ กระทรวงจึงกังวลอย่างมีเหตุผลว่าระบบป้องกันประเทศที่สำคัญอาจ "ไม่ทำงาน" ในเวลาที่ต้องใช้ ศาลยังปัดตกข้อโต้แย้งเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก โดยมองว่าการกันบริษัทออกมาจากการที่ Anthropic ไม่ยอมรับเงื่อนไขสัญญาที่กระทรวงถือว่าจำเป็น ไม่ใช่จากการที่บริษัทแสดงความเห็นเรื่องนโยบาย AI ขณะที่ผู้พิพากษา Karen LeCraft Henderson เขียนความเห็นแย้งว่ากระทรวงตีความกฎหมายกว้างเกินไป

ภาพประกอบ: ศาลสองแห่ง คำตัดสินสองทาง
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

ผลรวมจึงออกมาก้ำกึ่ง Anthropic ชนะในแคลิฟอร์เนีย แต่แพ้ในคดีที่ดี.ซี. คำตัดสินของแคลิฟอร์เนียยังมีผลอยู่ แต่เพนตากอนยังกันระบบ Claude ออกจากระบบของตัวเองต่อไปได้

ระหว่างที่คดีความดำเนินไป เพนตากอนเดินหน้าหาผู้ให้บริการรายอื่น วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 เพนตากอนแถลงว่าบรรลุข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยี 7 แห่ง เพื่อใช้ AI ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ลับของกองทัพ ได้แก่ Google, Microsoft, Amazon Web Services, Nvidia, OpenAI, Reflection และ SpaceX โดยไม่มีชื่อ Anthropic BBC รายงานด้วยว่าเพนตากอนทำสัญญากับ Google, xAI และ OpenAI ระหว่างคดีความ และมีผู้ให้ข้อมูลสองรายบอกว่าเครื่องมือของ OpenAI ถูกนำมาใช้กว้างขึ้นในบางหน่วยงานของกองทัพในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

แต่ BBC ก็รายงานด้วยว่า แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า Claude ยังถูกใช้ในงานวิจัย การวิเคราะห์ การรวบรวมข่าวกรอง และปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน จนถึงสัปดาห์ก่อนการรายงาน ข้อนี้มาจากแหล่งข่าวนิรนาม ไม่ใช่คำแถลงของเพนตากอน และเพนตากอนไม่ได้ระบุวันที่หยุดใช้จริง

ภาพประกอบ: ศาลสองแห่ง คำตัดสินสองทาง
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)

สองฝ่ายมองเรื่องเดียวกันต่างกันอย่างไร

เมื่อวางเหตุผลของสองฝ่ายเทียบกัน ฝ่ายเพนตากอนและเสียงข้างมากของศาลอุทธรณ์มองว่า ระบบความมั่นคงไม่ควรพึ่งเครื่องมือที่ผู้ขายสามารถจำกัดการทำงานได้ตามนโยบายของตัวเอง ส่วน Anthropic ยืนยันว่าข้อจำกัดสองข้อของบริษัทไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานในกองทัพที่ผ่านมา และเส้นที่ขีดไว้เป็นเรื่องขอบเขตการใช้ ไม่ใช่การคัดค้านภารกิจ

ในแง่ตัวเลข สัญญามีวงเงินสูงสุด 200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Anthropic เพิ่งระดมทุนที่มูลค่ากิจการราว 3.8 แสนล้านดอลลาร์ ผู้เขียนมองว่า เมื่อเทียบกันแล้ว สัญญานี้เป็นสัดส่วนที่เล็กมาก น้ำหนักของเรื่องจึงไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ว่าบริษัทเอกชนยอมเสียสัญญาเพื่อรักษาเงื่อนไขของตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายต้องการความแน่นอนว่าเครื่องมือในระบบความมั่นคงจะไม่ถูกจำกัดด้วยนโยบายของบริษัท

ผู้เขียนไม่ได้คิดว่าหลักฐานที่มีตอนนี้พอจะตัดสินว่าฝ่ายใดถูก ศาลสองแห่งเองยังมองต่างกัน และผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ก็ยังเห็นไม่ตรงกัน

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป

เรื่องแรกคือการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยังไม่จบ Anthropic ระบุว่ายังมั่นใจในจุดยืนของตัวเองและกำลังพิจารณาทุกทางเลือก รวมถึงการขอให้ทบทวนคำตัดสินต่อไป ซึ่งอาจเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ทั้งคณะพิจารณาใหม่ หรือยื่นต่อศาลฎีกา

เรื่องที่สองคือคำตัดสินสองฉบับที่ออกมาต่างกันจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในทางปฏิบัติ ระหว่างข้อจำกัดในวงกว้างที่ศาลแคลิฟอร์เนียสั่งเพิกถอน กับการกันบริษัทออกจากระบบของกระทรวงกลาโหมที่ศาลอุทธรณ์ยืนตาม

เรื่องที่สามใหญ่กว่าตัวสัญญา คือบริษัทเอกชนควรมีสิทธิ์กำหนดขอบเขตการใช้เทคโนโลยีของตัวเองได้แค่ไหน เมื่อลูกค้าคือรัฐบาลที่ต้องการให้ระบบความมั่นคงทำงานได้ทุกเมื่อ

เมื่อเครื่องมือที่ช่วยตัดสินใจเรื่องสำคัญถูกสร้างโดยบริษัทที่มีเงื่อนไขของตัวเอง ใครควรเป็นคนกำหนดว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ระหว่างผู้สร้างเครื่องมือ ผู้ใช้เครื่องมือ หรือกฎหมายที่ประชาชนเป็นผู้กำหนด?

หมายเหตุความโปร่งใส: OnTheBridge ใช้ Claude ของ Anthropic เป็นเครื่องมือหนึ่งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบทความนี้ เราจึงตั้งใจนำเสนอเหตุผลของทั้งสองฝ่าย และคำตัดสินของศาลทั้งสองแห่งอย่างครบถ้วน

ภาพประกอบ: สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
ภาพประกอบ: AI-generated (OnTheBridge)