ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงกลางเดือนสิงหาคม โลกเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปแล้วอย่างน้อย 11 ครั้ง กระจายอยู่ใน 9 ประเทศเริ่มจากนอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ขนาด 7.1 เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ตามมาด้วยตองกา (24 มีนาคม ขนาด 7.5) วานูอาตู (30 มีนาคม ขนาด 7.3) อินโดนีเซีย ทะเลโมลุกกะ (2 เมษายน ขนาด 7.3-7.4) ญี่ปุ่น นอกชายฝั่งซันริกุ (20 เมษายน ขนาด 7.4-7.7 ตามแต่ละหน่วยงาน)
ฟิลิปปินส์ (8 มิถุนายน ขนาด 7.8) เวเนซุเอลา (24 มิถุนายน คู่แฝด 7.2 และ 7.5) เม็กซิโก นอกชายฝั่งเชียปัส (17 กรกฎาคม ขนาด 7.3) โคลอมเบีย (10 สิงหาคม ขนาด 7.4) และล่าสุดที่เกาะฟลอเรส อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ขนาด 7.7
[หมายเหตุ — ตรวจสอบไขว้ทุกเหตุการณ์กับแหล่งข่าวต่างประเทศและ Wikipedia รายเหตุการณ์แล้ว ยกเว้นตัวเลขขนาดของญี่ปุ่นที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) กับ USGS รายงานไม่ตรงกันเล็กน้อย (7.7 กับ 7.4-7.5) ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกระบวนการวัดขนาดที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป]
ในจำนวน 11 ครั้งนี้ มีเพียง 4 เหตุการณ์เท่านั้นที่สร้างความสูญเสียชีวิตระดับหลักสิบขึ้นไป ส่วนอีก 7 เหตุการณ์แม้ขนาดจะใหญ่พอๆ กันแต่แทบไม่มีผู้เสียชีวิตเลย ตองกาเป็นแผ่นดินไหวลึกมาก (ลึกกว่า 200 กิโลเมตร) จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเกาะหลักพอสมควร มีการประกาศเตือนภัยสึนามิแล้วยกเลิกภายในสองชั่วโมงโดยไม่มีความเสียหาย วานูอาตูเกิดดินถล่มในบางพื้นที่แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นวงกว้าง มีการอพยพชายฝั่งเชิงป้องกันใน 4 จังหวัด
อินโดนีเซียที่ทะเลโมลุกกะเมื่อวันที่ 2 เมษายน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากอาคารกีฬาถล่มที่เมืองมานาโด บาดเจ็บ 4 ราย และมีคลื่นสึนามิสูงราว 75 เซนติเมตรซัดเข้าฝั่ง (ตัวเลข ณ ช่วงเกิดเหตุ) ส่วนญี่ปุ่นนอกชายฝั่งซันริกุเมื่อวันที่ 20 เมษายน มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย ต้องอพยพประชาชนกว่า 176,000 คนใน 40 เขตปกครองเป็นการชั่วคราว (ตัวเลข ณ ช่วงเกิดเหตุ) และที่น่าสนใจคือกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกประกาศพิเศษเตือนว่าโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่า 8.0 ตามมาเพิ่มขึ้นเป็นราว 1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสิบเท่า
เม็กซิโกนอกชายฝั่งเชียปัสไม่มีผู้เสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยฝั่งเม็กซิโก และมีการอพยพเชิงป้องกันในกัวเตมาลาที่อยู่ใกล้เคียง ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าขนาดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวบอกความรุนแรงของความเสียหาย ปัจจัยอย่างความลึกของจุดศูนย์กลาง ระยะห่างจากชุมชน และความหนาแน่นประชากรในพื้นที่ล้วนมีผลมากพอกัน
ตัวเลขที่ฟังดูน่ากลัวคือความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่สถิติในตาราง วันที่ 24 มิถุนายน แผ่นดินไหวคู่แฝดที่รัฐยาราคุย ประเทศเวเนซุเอลา แรงสั่นสะเทือนสองระลอกห่างกันเพียง 39 วินาที ขนาด 7.2 และ 7.5 ในสัปดาห์แรกมีรายงานผู้เสียชีวิตราว 1,943 ราย แต่ตัวเลขนี้ไต่ขึ้นต่อเนื่องแทบทุกสัปดาห์นับแต่นั้น จนล่าสุด ณ วันที่ 26 สิงหาคม รัฐบาลเวเนซุเอลาแถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมที่ 6,509 ราย และยังคงเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ (จาก 6,438 รายเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า)
ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในบรรดา 11 เหตุการณ์ของปีนี้ และสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ภูมิภาคละตินอเมริกา ข้อมูล ณ วันที่ 3-5 สิงหาคม มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วกว่า 61,000 ราย ส่วนข้อมูลอาคาร ณ วันที่ 26 สิงหาคม มีการประเมินความเสียหายแล้วกว่า 60,785 หลัง ในจำนวนนี้ราว 11,000 หลังอยู่ในสภาพเสี่ยงสูงจนอยู่อาศัยไม่ได้ และธนาคารโลกประเมิน ณ ต้นเดือนสิงหาคม ว่าความเสียหายทางกายภาพโดยตรงสูงถึง 19,600-20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนตัวเลขผู้สูญหายเป็นจุดที่ต้องนำเสนอด้วยความรอบคอบเป็นพิเศษ เพราะตัวเลขทางการของรัฐบาลเวเนซุเอลาระบุไว้ที่ 157 รายเท่านั้น และไม่ได้ปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน ขณะที่แพลตฟอร์มภาคประชาชนที่รวบรวมรายชื่อผู้สูญหายจากครอบครัวโดยตรงประเมินตัวเลขไว้สูงกว่ามาก อยู่ในช่วงหลักหมื่นถึงกว่า 40,000 รายตามแต่ละแหล่ง (ข้อมูล ณ ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม)
วันที่ 8 มิถุนายน แผ่นดินไหวขนาด 7.8 นอกชายฝั่งจังหวัดซารังกานี ทางใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดที่ฟิลิปปินส์เผชิญนับตั้งแต่ปี 2519 คร่าชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 81 ราย ตามรายงาน ณ วันที่ 26 มิถุนายน มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ คลื่นซัดสูงถึง 2.5 เมตรที่บางพื้นที่
อีกเหตุการณ์ที่ความสูญเสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงวันที่ตรวจสอบบทความนี้คือแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ที่จังหวัดโชโก ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม จุดศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอซานโฮเซเดลปัลมาร์ ห่างจากกรุงโบโกตาไปทางตะวันตกราว 400 กิโลเมตร ถูกเรียกว่าแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของโคลอมเบียในรอบศตวรรษที่ 21
ตัวเลขผู้เสียชีวิตในวันแรกอยู่ที่ราว 111 ราย ก่อนจะไต่ขึ้นเรื่อยๆ ตามที่หน่วยกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้มากขึ้น จนล่าสุด ณ วันที่ 25 สิงหาคม หน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติโคลอมเบีย (UNGRD) รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมที่ 331 ราย บาดเจ็บ 4,439 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกราว 240 ราย
ข้อมูลอาคารชุดเดียวกัน ณ วันที่ 25 สิงหาคม ระบุว่าเสียหายกว่า 1,600 หลัง พังถล่มทั้งหลังอย่างน้อย 61 หลัง ในจำนวนนี้กระจุกตัวอยู่ที่เมืองกาลีถึง 380 หลัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจากแผ่นดินไหวคู่แฝดที่เวเนซุเอลาเพียงราวเจ็ดสัปดาห์ ทำให้ภูมิภาคละตินอเมริกาเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวรุนแรงสองครั้งซ้อนในช่วงเวลาไม่ถึงสองเดือน
และล่าสุดที่เกาะฟลอเรส อินโดนีเซีย ขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 53 ราย ตามรายงานล่าสุด ณ วันที่ 16 สิงหาคม เมื่อเห็นตัวเลขความเสียหายและผู้เสียชีวิตเรียงต่อกันหลายเหตุการณ์ในเวลาไม่ถึงปีแบบนี้ คำถามที่ผุดขึ้นในใจคนจำนวนมากคือ โลกกำลังสั่นสะเทือนถี่ขึ้นกว่าเดิมจริงหรือเปล่า และถ้าจริง ประเทศไทยควรกังวลแค่ไหน
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด
ความสำคัญของคำถามนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางสถิติเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าคำตอบที่ผิดสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์สองด้านที่อันตรายพอกัน ด้านหนึ่งคือความตื่นตระหนกเกินเหตุที่ทำให้คนแชร์ข่าวลือเรื่อง "แผ่นดินไหวใหญ่กำลังจะมาถึงไทย" จนเกิดความสับสนและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการแจ้งเตือนภัยจริง อีกด้านหนึ่งคือความชะล่าใจที่มองข้ามความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในประเทศ เพราะคิดว่าเรื่องแผ่นดินไหวเป็นเรื่องไกลตัวที่เกิดแต่ในต่างประเทศเท่านั้น
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามแผ่นดินไหวทั่วโลกมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง ให้ตัวเลขค่าเฉลี่ยระยะยาวไว้ชัดเจนว่าในแต่ละปีโลกจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ราว 16 ครั้ง แบ่งเป็นขนาด 7.0-7.9 ราว 15 ครั้ง และขนาด 8.0 ขึ้นไปอีก 1 ครั้ง
เมื่อนำตัวเลข 11 ครั้งในช่วง 227 วันแรกของปี 2569 มาคำนวณเทียบอัตราต่อปี จะได้ราว 17-18 ครั้งต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก แม้จะสูงกว่าเล็กน้อยก็ยังอยู่ในช่วงความผันผวนปกติทางสถิติ ไม่ใช่ตัวเลขที่ผิดปกติจนต้องตีความว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคแผ่นดินไหวรุนแรงกว่าเดิม
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ USGS ระบุตรงๆ ว่าความรู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นในความรับรู้ของคนทั่วไป ส่วนใหญ่มาจากการที่ระบบตรวจจับดีขึ้นมาก ไม่ใช่เพราะโลกสั่นไหวมากขึ้นจริง ศูนย์ข้อมูลแผ่นดินไหวแห่งชาติสหรัฐฯ ตรวจจับแผ่นดินไหวได้ปีละราว 20,000 ครั้งในปัจจุบัน หรือเฉลี่ยวันละ 55 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ไม่มีใครรู้สึกได้
บวกกับการที่ข่าวสารเดินทางเร็วขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คนรับรู้ข่าวแผ่นดินไหวทุกมุมโลกได้เกือบจะทันทีที่เกิดขึ้น ต่างจากยุคก่อนที่ข่าวแผ่นดินไหวในประเทศห่างไกลอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะไปถึงคนอ่านฝั่งนี้ของโลก หรือบางครั้งอาจไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำ

ผ่าข้อเท็จจริงทีละชั้น ก่อนจะกลัวหรือชะล่าใจ
ทำไมแผ่นดินไหวถึงกระจุกตัว ไม่กระจายทั่วโลกเท่าๆ กัน
แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มทั่วผิวโลก แต่กระจุกตัวอยู่ตามแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก โดยเฉพาะแนว "วงแหวนไฟแปซิฟิก" ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นชนกัน มุดตัวลงใต้กัน หรือเสียดสีเลื่อนผ่านกัน เมื่อไล่ดูรายชื่อ 9 ประเทศที่เกิดเหตุปีนี้จะเห็นรูปแบบชัดเจน ตองกา วานูอาตู ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก ล้วนอยู่บนหรือใกล้แนววงแหวนไฟทั้งสิ้น
ส่วนเวเนซุเอลาและโคลอมเบียอยู่บนแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนกับแผ่นอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นอีกจุดที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน นี่คือสาเหตุที่นักธรณีวิทยาไม่แปลกใจที่จะเห็นแผ่นดินไหวใหญ่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้ซ้ำๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเครียดสะสมของเปลือกโลกอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ "ทำไมปีนี้เกิดแผ่นดินไหวเยอะจัง" แต่ควรเป็น "ทำไมพื้นที่เหล่านี้ถึงเกิดแผ่นดินไหวบ่อย" ซึ่งคำตอบมีมานานแล้วในทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ของปี 2569
ขนาดที่ประกาศตอนแรก กับตัวเลขที่แก้ไขภายหลัง ไม่ใช่คนละเหตุการณ์
จุดที่คนทั่วไปมักสับสนคือทำไมข่าวแผ่นดินไหวเดียวกันบางครั้งรายงานขนาดไม่ตรงกัน อย่างกรณีฟิลิปปินส์เดือนมิถุนายน ตอนแรกหน่วยงานท้องถิ่นรายงานขนาด 7.0 ก่อนจะปรับแก้เป็น 7.8 ในภายหลัง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อธิบายว่านี่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ปกติ เพราะการประกาศขนาดครั้งแรกมักมาจากข้อมูลเบื้องต้นที่มีจำกัด
เมื่อสถานีตรวจวัดทั่วโลกส่งข้อมูลมาเพิ่มขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ตัวเลขจะถูกคำนวณใหม่ให้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหม่หรือมีการปกปิดข้อมูล
อีกจุดที่มักเข้าใจผิดคือคำว่า "ขนาด" (Magnitude) กับ "ความรุนแรงที่รู้สึกได้" (Intensity) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ขนาดคือพลังงานที่ปลดปล่อยจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว เป็นตัวเลขเดียวคงที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่ความรุนแรงที่คนรู้สึกได้จริงขึ้นอยู่กับระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง ความลึกของจุดกำเนิด สภาพชั้นดิน และมาตรฐานการก่อสร้างอาคารในพื้นที่นั้น
นี่คือเหตุผลที่แผ่นดินไหวขนาดเท่ากันอาจสร้างความเสียหายต่างกันมากในสองประเทศ ที่สำคัญไม่แพ้กันคือมาตราขนาดแผ่นดินไหวเป็นมาตราแบบลอการิทึม ไม่ใช่มาตราเส้นตรงแบบที่คนทั่วไปคุ้นเคย นั่นแปลว่าแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ไม่ได้แรงกว่าขนาด 6.0 อยู่แค่หนึ่งเท่า แต่แอมพลิจูดของแรงสั่นสะเทือนต่างกันถึง 10 เท่า และพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาต่างกันมากกว่า 31 เท่า ดังนั้นเมื่อเทียบขนาด 7.7 ที่ฟลอเรสกับขนาด 7.1 ที่ซาบาห์ แม้ตัวเลขจะดูใกล้กันแค่ 0.6 แต่พลังงานที่ปลดปล่อยจริงต่างกันหลายเท่าตัว
นี่คือเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์มักไม่พูดถึง "ขนาดเฉลี่ย" ของแผ่นดินไหวหลายครั้งรวมกัน เพราะตัวเลขเฉลี่ยแบบเลขคณิตธรรมดาจะบิดเบือนภาพความรุนแรงที่แท้จริงไปมาก การเข้าใจธรรมชาติแบบลอการิทึมนี้ยังช่วยอธิบายว่าทำไมความแตกต่างระหว่างขนาด 7 กับ 8 ถึงมีความหมายมากกว่าที่ตัวเลขบอกไว้เฉยๆ
และไม่ใช่ทุกแผ่นดินไหวใต้ทะเลจะทำให้เกิดสึนามิเสมอไป สึนามิจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแผ่นดินไหวทำให้พื้นทะเลเคลื่อนตัวในแนวดิ่งอย่างฉับพลัน ผลักดันมวลน้ำจำนวนมหาศาลให้เคลื่อนที่ตาม ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ความลึก และกลไกของรอยเลื่อนแต่ละครั้ง ไม่ใช่ทุกครั้งที่มีแผ่นดินไหวใต้ทะเลแล้วจะมีคลื่นสึนามิตามมา
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้
คำถามที่คนไทยส่วนใหญ่อยากรู้จริงๆ คือ แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของไทยแค่ไหน คำตอบตรงไปตรงมาจากนักวิชาการคือ แทบไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงเลย แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่ฟลอเรส อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ล่าสุด อยู่ห่างจากประเทศไทยถึงราว 3,373 กิโลเมตร ไกลเกินกว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย แผ่นดินไหวแต่ละครั้งเป็นการปลดปล่อยพลังงานที่สะสมอยู่เฉพาะจุดตามแนวรอยเลื่อนนั้นๆ ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ข้ามทวีปตามที่คนมักเข้าใจผิด
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าไทยไม่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวของตัวเองเลย ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังอยู่ 16 กลุ่ม กระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ เช่นรอยเลื่อนแม่จัน แม่ลาว แม่อิง แม่ฮ่องสอน ระนอง คลองมะรุ่ย และศรีสัชนาลัยพื้นที่ใกล้รอยเลื่อนเหล่านี้จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะแผ่นดินไหวในต่างประเทศ แต่เพราะความเสี่ยงจากรอยเลื่อนในประเทศเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงและเป็นอิสระจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกอื่น
วช. ย้ำชัดเจนว่าปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุวัน เวลา สถานที่ และขนาดของแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นการติดตามข่าวแผ่นดินไหวทั่วโลกแล้วพยายามคาดเดาว่าไทยจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อไหร่ จึงเป็นความพยายามที่ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ สิ่งที่ทำได้จริงคือการเตรียมพร้อมล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอสัญญาณเตือนที่แม่นยำ
เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว ควรทำอะไรต่อ
เมื่อรู้แล้วว่าตัวเลข 11 ครั้งในปีนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติทางสถิติ และแผ่นดินไหวในต่างประเทศไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับไทยโดยตรง สิ่งที่เป็นประโยชน์กว่าการตื่นตระหนกหรือติดตามข่าวแผ่นดินไหวทั่วโลกด้วยความกังวล คือการหันมาทำความเข้าใจความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่
ถ้าอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้บางจังหวัด สิ่งที่ควรทำจริงคือตรวจสอบว่าอาคารที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานสร้างตามมาตรฐานรองรับแผ่นดินไหวหรือไม่ เตรียมจุดปลอดภัยในบ้านที่รู้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และรู้เส้นทางออกจากอาคารที่คุ้นเคยโดยไม่ต้องคิดในเวลาฉุกเฉิน มากกว่าการเฝ้าดูตัวเลขแผ่นดินไหวจากประเทศอื่นแล้วพยายามหาความเชื่อมโยงที่ไม่มีอยู่จริง
ในทางปฏิบัติ หน่วยงานด้านภัยพิบัติทั่วโลกแนะนำหลักการเดียวกันเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน คือ "หมอบ-กำบัง-เกาะ" (Drop, Cover, Hold On) หมอบลงกับพื้นทันทีก่อนที่แรงสั่นจะทำให้ทรงตัวไม่ได้ กำบังศีรษะและลำตัวใต้โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรง และเกาะขาโต๊ะไว้จนกว่าแรงสั่นจะหยุด แทนที่จะพยายามวิ่งออกจากอาคารระหว่างที่ยังสั่นอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุการบาดเจ็บที่พบบ่อยกว่าตัวอาคารถล่มเสียอีก
สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งของรอยเลื่อนที่มีโอกาสเกิดสึนามิ เช่น ระนองและคลองมะรุ่ยทางภาคใต้ ควรรู้ล่วงหน้าว่าเส้นทางอพยพขึ้นที่สูงที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน เพราะเวลาที่มีให้ตัดสินใจอาจเหลือเพียงไม่กี่นาทีหากจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้ฝั่ง
การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าเป็นอีกขั้นตอนที่ทำได้จริงและไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน ควรมีน้ำดื่มและอาหารแห้งสำรองอย่างน้อย 3 วัน ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง ยาประจำตัวและชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เอกสารสำคัญฉบับถ่ายสำเนาใส่ถุงกันน้ำ และพาวเวอร์แบงก์ชาร์จโทรศัพท์ รวมถึงการตกลงกับสมาชิกครอบครัวล่วงหน้าว่าจะนัดพบกันที่ไหนหากโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งเหล่านี้เป็นการเตรียมพร้อมที่ทำได้จริงในวันธรรมดา ไม่ต้องรอสัญญาณเตือนที่แม่นยำซึ่งตามที่ วช. ย้ำไว้ วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้ได้

สำหรับคนที่ติดตามข่าวแผ่นดินไหวเป็นประจำ จุดที่ควรระวังคือการแยกแยะระหว่างข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่าง USGS กรมอุตุนิยมวิทยา หรือ วช. กับข่าวลือที่แชร์ต่อกันในโซเชียลมีเดียโดยไม่มี
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศอย่างเวเนซุเอลา ฟิลิปปินส์ โคลอมเบีย และอินโดนีเซีย แม้จะไม่ใช่ความเสี่ยงโดยตรงต่อไทย แต่ก็เป็นโศกนาฏกรรมจริงที่มีผู้คนหลายพันชีวิตต้องสูญเสีย การติดตามข่าวเหล่านี้ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นแค่ตัวเลขสถิติที่ไหลผ่านหน้าฟีดไปอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติกับสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นกำลังเผชิญอยู่จริง
โลกไม่ได้สั่นไหวถี่ขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเร็วที่ข่าวสารเดินทางมาถึงเรา และความสามารถของเครื่องมือตรวจจับที่ดีขึ้นทุกปี คำถามที่ควรถามตัวเองต่อจากนี้จึงไม่ใช่ "ปีหน้าจะแย่กว่านี้ไหม" เพราะไม่มีใครตอบได้ล่วงหน้า แต่ควรเป็นคำถามที่ตอบได้จริงในวันนี้ — ถ้าพื้นดินใต้เท้าเราสั่นขึ้นมาจริงๆ เรารู้หรือยังว่าต้องทำอะไรก่อน
Sources:
- Thansettakij — มัดรวมสถิติแผ่นดินไหวโลกปี 69 ขนาด 7 ขึ้นไป 11 ครั้ง
- Dailynews — กางผังแผ่นดินไหวทั่วโลกปี 69 ทะลุ 7.0 แล้ว 11 ครั้ง
- Spacebar — 8 เดือนแผ่นดินไหวใหญ่ 11 ครั้ง ใน 9 ประเทศ
- Posttoday — วช.เตือน "แผ่นดินไหวใหญ่" ทั่วโลกไม่ใช่สัญญาณเตือนไทย
- USGS — Why are we having so many (or so few) earthquakes?
- Wikipedia — 2026 Venezuela earthquakes (หมายเหตุ: หน้านี้ยังแสดงตัวเลขผู้เสียชีวิตเก่า 1,943 ราย ณ 27 มิ.ย. ไม่ได้อัปเดตตามแถลงการณ์ล่าสุด — บทความนี้ใช้ตัวเลขจากแหล่งด้านล่างแทน)
- CiberCuba — Ascienden a 6,509 los fallecidos tras sismos en Venezuela (26 ส.ค. 2569)
- Al Jazeera — Death toll from Venezuela earthquakes passes 6,000 (3 ส.ค. 2569)
- Wikipedia — 2026 Mindanao earthquake
- Al Jazeera — Indonesia's magnitude 7.7 quake kills at least 53
- Thairath — แผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่เกาะเบอร์เนียว มาเลเซีย
- ColombiaOne — Colombia earthquake death toll rises to 331 as damage mounts two weeks after
- ABC Economía — UNGRD Eleva a 287 los Fallecidos por Terremoto en Chocó
- Wikipedia — 2026 Colombia earthquake
- Wikipedia — 2026 North Maluku earthquake
- Wikipedia — 2026 Sanriku earthquake
- FoxWeather — Deep magnitude 7.5 earthquake shakes Tonga
- ReliefWeb — Situation Report: Vanuatu 7.3M earthquake
- Watchers.news — Major M7.3 earthquake hits offshore Chiapas, Mexico
-