ถ้าคนทั้งประเทศรู้จักโลกผ่าน AI เพียงตัวเดียว เรายังแยก "รู้" ออกจาก "เชื่อ" ได้หรือไม่ · ตอนที่ 2 ของซีรีส์ เมื่อเมืองไทยต้องมีรัฐบาล AI มันจะเกิดอะไรขึ้น
ตัวเลขที่ติดอยู่ในใจ
เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ทีมวิจัย Tow Center (รายงานเผยแพร่ผ่าน Columbia Journalism Review) ทำการทดลองที่ฟังดูง่าย
พวกเขาสุ่มบทความสำนักข่าวละ 10 บทความจากสำนักข่าว 20 แห่ง คัดข้อความจากแต่ละบทความด้วยตนเอง แล้วถามเครื่องมือค้นหาด้วย AI 8 ตัวว่า ข้อความนี้มาจากบทความไหน ของสำนักข่าวใด และลิงก์อยู่ที่ไหน รวมเป็น 1,600 คำถาม
ผลคือตอบผิดเกิน 60%
ตัวเลขที่ติดอยู่ในใจเรามากกว่านั้นมาจาก ChatGPT ใน 200 คำตอบ ChatGPT ระบุบทความผิด 134 ครั้ง ใช้ถ้อยคำแสดงความไม่แน่ใจเพียง 15 ครั้ง และไม่เคยปฏิเสธที่จะตอบเลยสักครั้ง
ข้อควรจำ: การทดสอบนี้ทำครั้งเดียวต่อข้อความ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ผลจึงไม่ควรขยายไปถึงทุกโมเดลในวันนี้

คำถามที่ย้อนไปอีกขั้น
ตอนที่ 1 เราถามว่าใครเป็นคนตั้งศูนย์ให้ตาชั่ง ตอนนี้ขอย้อนไปถามเรื่องที่อยู่ก่อนหน้านั้นอีกขั้น คือ ถ้าเรื่องที่คนทั้งประเทศรู้มาจากสายน้ำเส้นเดียว เราจะแยก "รู้" ออกจาก "เชื่อ" ได้อย่างไร
ในบทความนี้ "รู้" หมายถึงรู้ว่าข้อมูลมาจากไหนและมีทางตรวจ ส่วน "เชื่อ" คือวางใจโดยยังไม่ได้ตรวจ นี่เป็นนิยามเพื่อให้อ่านง่าย ไม่ใช่ศัพท์ของงานวิจัยที่อ้างถึง
ตอนนี้ที่มีอยู่คือตัวเลขของการเริ่มต้น รายงาน Digital News Report 2026 ของ Reuters Institute พบว่าผู้ใช้ AI chatbot เพื่อรับข่าวเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ทั่วโลกเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีเพียง 1% ที่บอกว่า AI คือแหล่งข่าวหลักของตน ความไว้วางใจต่อข่าวจาก chatbot ในประชากรทั่วไปอยู่ที่ 20% ทั่วโลก ส่วน 37% คือสัดส่วนที่ไว้วางใจข่าวส่วนใหญ่ในเวลาส่วนใหญ่ สองตัวเลขนี้มาจากคำถามต่างกัน (ชุดตัวเลขนี้มาจาก Reuters Institute แหล่งเดียว และรายงานไม่ระบุฐานของตัวเลข 10% ชัดเจน)
เรื่องการคลิกกลับไปดูต้นทาง รายงานระบุว่ามีเพียง 4% ของผู้ตอบทั้งหมดใน 27 ตลาด ซึ่งรวมผู้ที่ไม่ได้ใช้ chatbot เพื่อข่าวด้วย ที่บอกว่าคลิกไปดูแหล่งข่าวต้นทางจาก AI "เสมอหรือบ่อย" เทียบกับ 19% จากเสิร์ช และ 17% จากโซเชียลมีเดีย ตัวเลข 4% จึงไม่ใช่สัดส่วนของผู้ใช้ chatbot ที่คลิก รายงานอธิบายว่าค่าต่ำส่วนหนึ่งเพราะผู้ใช้ chatbot เพื่อข่าวมีเพียงราว 9% ใน 27 ตลาดนี้ และเป็นข้อมูลที่ผู้ตอบรายงานเอง ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากพฤติกรรมจริง (ต้นทางเดียวคือ Reuters Institute)
ในไทย Facebook ยังเป็นช่องทางรับข่าวอันดับหนึ่ง (69%) ตามด้วย TikTok (55%) ส่วนโทรทัศน์รายสัปดาห์อยู่ที่ 42% ลดจาก 50% ในปี 2567 ความไว้วางใจข่าวโดยรวม 47% ลดลง 8 จุด (ต้นทางเดียวคือหน้าประเทศไทยของ Reuters Institute) หน้าไทยของรายงานไม่มีตัวเลขการใช้ AI รับข่าวของคนไทย มีแต่ข้อมูลว่าองค์กรข่าวหลักนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตข่าวภายในปี 2568 ซึ่งเป็นฝั่งผู้ผลิต ไม่ใช่ฝั่งผู้รับข่าว
ที่ใกล้ที่สุดคือผลสำรวจของ SCB EIC ที่ถามผู้บริโภคไทย 1,421 คน ช่วง 20 พฤศจิกายนถึง 11 ธันวาคม 2568 พบว่า 72% เคยใช้ Gen AI และ 30% ใช้เป็นประจำ ส่วนความเชื่อถือข้อมูลจาก Gen AI อยู่ที่ราว 44% ไม่แน่ใจ 43% และไม่เชื่อถือ 13% ผลสำรวจนี้ไม่มีตัวเลขการใช้เพื่อรับข่าวโดยเฉพาะ (ต้นทางเดียวคือ SCB EIC ไม่ระบุวิธีเก็บข้อมูล)

สี่ช่วงที่เรามองเห็น
เรื่องนี้ไม่มีตัวละครที่เราสัมภาษณ์ได้ มีแต่เอกสาร ตัวเลข และการตัดสินใจของคนที่อยู่หลังระบบ เราเรียงมาสี่ช่วง
ช่วงที่หนึ่ง — นักข่าวตรวจคำตอบ ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2568 ให้นักข่าวมืออาชีพจากองค์กรสื่อสาธารณะที่เข้าร่วม 22 แห่งใน 18 ประเทศ ประเมินคำตอบของ ChatGPT, Copilot, Gemini และ Perplexity กว่า 3,000 รายการ ใน 14 ภาษา ตามเกณฑ์สี่ข้อ คือความถูกต้อง การอ้างแหล่งที่มา การแยกความเห็นออกจากข้อเท็จจริง และการให้บริบท ผลคือ 45% ของคำตอบมีปัญหาสำคัญอย่างน้อยหนึ่งจุด 31% มีปัญหาเรื่องการอ้างแหล่งที่มา และ 20% มีปัญหาความถูกต้องรุนแรง เช่น ข้อมูลที่สร้างขึ้นเองหรือล้าสมัย Gemini อยู่ที่ 76% (ตัวเลข 45, 31, 20 และ 76 ตรงกันระหว่างประกาศข่าวของ EBU กับ Journalism.co.uk แต่อาจมีต้นทางเดียวกัน เรายังไม่ได้อ่านรายงานเต็ม และวันเผยแพร่ในแหล่งต่าง ๆ ไม่ตรงกัน จึงระบุเพียงเดือน)
ช่วงที่สอง — มือที่แก้คำตอบได้ กลางเดือนพฤษภาคม 2568 xAI แถลงว่ามี "unauthorized modification" (การแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต) ต่อ prompt ของบอทตอบกลับ Grok บน X โดยระบุว่าการแก้ไขเกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 03:15 น. เวลาแปซิฟิก บริษัทบอกว่าจะเผยแพร่ system prompt บน GitHub เพิ่มระบบตรวจสอบก่อนแก้ prompt และจัดทีมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ตามรายงานของ CNN xAI ไม่ตอบว่าพนักงานที่เกี่ยวข้องถูกดำเนินการอย่างไร ผู้ร่วมก่อตั้ง PRISM Eval คนหนึ่ง (Nicolas Miailhe) ให้ความเห็นว่า ความโปร่งใสโดยทั่วไปเป็นสิ่งดี แต่การเปิดเผยรายละเอียด system prompt อาจถูกใช้โจมตีแบบ prompt injection (วันที่แถลงไม่ปรากฏในต้นฉบับที่เราอ่าน และรายงานข่าวลงวันที่ 15–16 พฤษภาคม จึงไม่ระบุวันแถลง)
อีกเรื่องคือเครือข่าย Pravda NewsGuard ทดสอบ chatbot 10 ตัว ด้วยเรื่องเท็จ 15 เรื่อง รวม 450 คำตอบ พบว่า 33.55% ทวนเรื่องเท็จของเครือข่าย 48.22% หักล้าง และ 18.22% ไม่ตอบ (NewsGuard เผยแพร่เอง ตัวอย่างเพียง 15 เรื่อง) ส่วนงานของ Harvard Kennedy School Misinformation Review (ตุลาคม 2568) ทดสอบ chatbot 4 ตัว 13 prompt รวม 416 คำตอบ พบว่า 5% สนับสนุนข้อมูลเท็จ และ 8% อ้างอิงเครือข่ายนี้ ผู้เขียนเสนอว่าสาเหตุคือ "data voids" หรือหัวข้อที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือน้อย ไม่ใช่การป้อนข้อมูลโดยจงใจ และวิจารณ์ว่ารายงานของ NewsGuard ไม่เปิดเผย prompt ทั้งชุดและเกณฑ์ลงรหัส แต่ผู้เขียนเองยอมรับว่าเป็นการศึกษาเบื้องต้นขนาดเล็ก และยังตัดความเป็นไปได้ที่แคมเปญจะเล็งไปที่ data void ไม่ได้ สองงานนี้จึงยังเถียงกันว่าเป็นการจงใจป้อนข้อมูลหรือช่องว่างของข้อมูล (ฝั่ง Harvard พบแหล่งเดียว)
ช่วงที่สาม — การโน้มน้าว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Science ปี 2568 (เล่ม 390 ฉบับที่ 6777) ให้ผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรราว 77,000 คนร่วมการทดลองขนาดใหญ่ 3 ครั้ง ผู้วิจัยพบว่าการปรับโมเดลหลังการฝึก (post-training) เพิ่มความสามารถในการโน้มน้าวได้สูงสุด 51% และเทคนิคการสั่งงาน (prompting) เพิ่มได้สูงสุด 27% ส่วนการปรับให้เป็นส่วนตัวหรือการเพิ่มขนาดโมเดลมีผลน้อยกว่า ผู้วิจัยระบุว่า เมื่อวิธีเหล่านี้เพิ่มความสามารถในการโน้มน้าว ความถูกต้องของข้อเท็จจริงก็ลดลงอย่างเป็นระบบ (เราอ่านจากบทคัดย่อของฉบับ accepted version ยังไม่ได้อ่านบทความเต็ม)
ช่วงที่สี่ — สายน้ำที่เรามองเห็นได้ในไทย สายน้ำข่าวที่คนไทยพูดถึงกันในเดือนนี้ไม่ใช่สายน้ำของ AI แต่เป็นสายน้ำของสื่อสาธารณะ
เมื่อก่อตั้ง เอกสาร TDRI ปี 2551 ระบุว่า Thai PBS จะได้รับเงินเทียบเท่า 1.5% ของภาษีสรรพสามิตจากการบริโภคสุราและยาสูบ (เรายังไม่ได้อ่านตัวบท พ.ร.บ. และไม่ระบุเพดาน เพราะแหล่งข้อมูลยังขัดกัน) ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่คณะ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย นำโดย ศุภชัย ใจสมุทร (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) เสนอ แก้ 6 มาตรา เพื่อยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และเสนอยกเลิกบทเฉพาะกาลที่ทำให้ Thai PBS ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ผู้เสนอเห็นว่าบทเฉพาะกาลนั้นไม่ควรขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง สภาเปิดรับฟังความเห็นร่างนี้ตั้งแต่ 30 กันยายนถึง 14 ตุลาคม 2569 และร่างยังไม่ถึงขั้นตอนการพิจารณาของสภา (ชื่อ ส.ส. ตรงกันในสองแหล่งภาษาไทย คือแนวหน้าและกรุงเทพธุรกิจ เรายังไม่ได้เทียบกับเว็บไซต์สภา)
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลตรวจ รายงานข่าวระบุความเสียหายรวมราว 85 ล้านบาท (แนวหน้าระบุ 85,222,935.65 บาท ตามหนังสือลงวันที่ 7 ตุลาคม 2569) แบ่งเป็นสองส่วน คือการจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงราว 15–16 ล้านบาท และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปีงบประมาณ 2568 ราว 65–70 ล้านบาท (แนวหน้าระบุ 69,382,935.65 บาท) ข้อเสนอรวมถึงให้ดำเนินการทางวินัยและพิจารณาความรับผิดทางละเมิด โดยมีกรอบดำเนินการ 120 วัน (ตัวเลขแต่ละส่วนมาจากไทยโพสต์และแนวหน้า ปีของการจ้างผลิตรายการในสองแหล่งไม่ตรงกันจึงไม่ระบุ เรายังไม่ได้อ่านรายงาน สตง. ต้นฉบับ)
Thai PBS แถลงในวันเดียวกันโต้แย้งผลตรวจ ว่าเผยแพร่ก่อนหน่วยรับตรวจได้รับหนังสือทางการ และไม่มีการเปิดให้ชี้แจงก่อนสรุปผล ค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการตามระเบียบ ส่วน สตง. ระบุว่าผู้เกี่ยวข้องชี้แจงได้ทุกข้อสังเกต Thai PBS ยังแถลงว่ารายได้ของสื่อสาธารณะต้องไม่ผูกกับงบประมาณรายปี เรียกว่า "Financial Independence Guarantee" และคัดค้านข้อเสนอเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปี (เป็นคำกล่าวของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ยืนยันจาก Thai PBS และ Nation Thailand เรายังไม่ได้อ่านหนังสือโต้แย้งต้นฉบับ)
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ออกแถลงการณ์ค้านร่างแก้ไข เห็นว่าเงินจากงบประมาณอาจถูกต่อรองหรือตัดได้ทุกปี และอาจทำให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะกลัวถูกตัดงบ แต่ยอมรับว่าเป้าหมายด้านความโปร่งใสทางงบประมาณชอบธรรม (พบแหล่งเดียว)
สภาผู้แทนราษฎรมีคณะกรรมาธิการสองชุดนัดประชุมเรื่องนี้วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ชุดหนึ่งศึกษาโครงสร้างรายได้ของ Thai PBS อีกชุดตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ และเชิญผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมาชี้แจง เรื่องนี้ยังไม่จบ ข้อมูลที่ตรวจได้ล่าสุดเป็นของวันที่ 18 ตุลาคม 2569

สามเรื่องที่หลักฐานชี้
ส่วนนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นเมื่อวางหลักฐานเคียงกัน ไม่ใช่ข้อสรุปของงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ข้อแรก น้ำเสียงที่มั่นใจไม่เท่ากับคำตอบที่ถูก ChatGPT ผิด 134 ครั้งจาก 200 แต่ใช้ถ้อยคำไม่แน่ใจ 15 ครั้ง ส่วนงานวิจัยการโน้มน้าวพบว่า เมื่อวิธีที่ทำให้ AI โน้มน้าวเก่งขึ้นได้ผล ความถูกต้องของข้อเท็จจริงก็ลดลงอย่างเป็นระบบ สองเรื่องนี้เป็นคนละการทดลอง แต่ชี้ไปทางเดียวกันว่า เราอ่านความถูกต้องจากน้ำเสียงไม่ได้
ข้อสอง ในบางกรณีเรามองเห็นมือมนุษย์ชัด ในอีกหลายกรณีไม่ชัด ที่ชัดคือ prompt ที่ถูกแก้ตามที่ xAI แจ้ง การปรับโมเดลให้โน้มน้าวเก่งขึ้นในการทดลอง และร่างกฎหมายเรื่องเงินของสื่อสาธารณะ ที่ไม่ชัดคือผลทดสอบของ Tow Center และ EBU/BBC ซึ่งบอกเพียงว่าคำตอบผิด ไม่ได้บอกว่าใครอยู่เบื้องหลัง และเรื่อง Pravda ที่งานสองชิ้นยังเห็นต่างกัน ซีรีส์นี้ยึดหลักว่า AI ไม่ใช่พระเอกและไม่ใช่ผู้ร้าย มนุษย์ต่างหากที่เป็นได้ทั้งคนดีและคนเลว หลักฐานที่ชัดและไม่ชัดอยู่ด้วยกันนี้ไม่ได้ขัดกับหลักนั้น
ข้อสาม เรื่อง Thai PBS คือด้านกลับของคำถามเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งพูดถึงการตรวจสอบได้ อีกฝ่ายพูดถึงความเป็นอิสระ RSF พูดถึงทั้งสองอย่าง ผู้เขียนมองว่านี่คือคำถามเดียวกับที่เจอกับ AI ใครเป็นคนตรวจ ใครอยู่นอกการตรวจ และใครแก้ได้โดยไม่ต้องบอกเรา
ในประวัติศาสตร์ฟรีทีวีไทย บทความของ Somkiat Tangkitvanich ใน TDRI Quarterly Review ฉบับมิถุนายน 2551 ระบุว่า สถานีฟรีทีวีทั้งหมด เป็นหรือจนถึงเมื่อไม่นานมานี้เคยเป็นของ หรือดำเนินการโดยกองทัพ หน่วยประชาสัมพันธ์ของรัฐ หรือครอบครัวนักการเมือง (นี่เป็นภาพของช่วงก่อตั้ง ไม่ใช่ปัจจุบัน) แต่หลักฐานที่เรามีไม่พอจะสรุปว่า "สื่ออิสระส่วนใหญ่อยู่ไม่รอดเพราะขาดทุน" เราไม่พบข้อมูลเชิงระบบเรื่องนี้
หลักฐานนี้ตอบแทนอนาคตไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งคนทั้งประเทศรู้จักโลกผ่าน AI ตัวเดียว เราจะแยกได้หรือไม่ สิ่งที่พอพูดได้คือ วันนี้ที่สายน้ำยังมีหลายเส้น ยังมีผู้ตอบจำนวนหนึ่งที่บอกว่าคลิกไปดูต้นทางจาก AI (4% ของผู้ตอบทั้งหมดใน 27 ตลาด ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น และเป็นข้อมูลที่ผู้ตอบรายงานเอง)
สี่คำถามที่ใช้ได้ทุกที่
ไม่มีขั้นตอนตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน มีแค่คำถามสี่ข้อที่เราเก็บไว้ถามตัวเองก่อนวางใจช่องทางข่าวช่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น AI โซเชียล หรือโทรทัศน์ ข้อแรก ที่มา คำตอบบอกไหมว่าข้อมูลมาจากไหน และเมื่อเปิดดูต้นทางแล้ว ที่มานั้นมีอยู่จริงและตรงกับที่อ้างไหม ข้อสอง น้ำเสียง เรากำลังเชื่อเพราะข้อมูลถูก หรือเพราะน้ำเสียงมั่นใจ ข้อสาม ใครคุมกติกา ใครเป็นคนกำหนดว่าช่องทางนี้พูดอะไรได้ และเขาแก้ได้โดยไม่ต้องบอกเราหรือเปล่า ข้อสี่ สายน้ำที่สอง มีช่องทางที่สองที่ไม่ได้ตอบมาจากแหล่งเดียวกันไหม ถ้าสองช่องทางอ้างต้นทางเดียวกัน ก็นับเป็นหนึ่งแหล่ง
คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ
ถ้าวันหนึ่งทุกช่องทางที่เราเปิดดู ตอบตรงกันหมดทุกครั้ง เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือความจริงที่หลายแหล่งยืนยันกัน หรือคือแหล่งเดียวที่ตอบซ้ำ
บทความนี้เรียบเรียงจากรายงานข่าว งานวิจัย และเอกสารที่อ้างอิงไว้ ไม่ได้มีการสัมภาษณ์ใคร ข้อมูลตรวจกับแหล่งที่มา ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2569

แหล่งอ้างอิงหลัก
- We Compared Eight AI Search Engines. They're All Bad at Citing News.
- AI search engines fail to produce accurate citations in over 60% of tests, according to new Tow Center study
- Digital News Report 2026: Emerging uses of AI chatbots for news and what it means for journalism
- Digital News Report 2026: Thailand
- ผลสำรวจผู้บริโภคไทยกับ Gen AI ของ SCB EIC
- ผลสำรวจผู้บริโภคไทยกับ Gen AI ของ SCB EIC
- AI's systemic distortion of news is consistent across languages and territories
- News Integrity in AI Assistants
- รายงาน EBU-BBC ว่าคำตอบจาก AI มีข้อผิดพลาดเกือบครึ่ง
- Elon Musk's xAI tries to explain Grok's South African race relations freakout the other day
- A 'rogue employee' was behind Grok's unprompted 'white genocide' mentions
- รายงานพิเศษเรื่องเครือข่าย Pravda และ chatbot
- LLM grooming or data voids? LLM-powered chatbot references to Kremlin disinformation reflect information gaps, not manipulation
- บทคัดย่องานวิจัยการโน้มน้าวด้วย AI (Science เล่ม 390 ฉบับ 6777, accepted version)
- The Creation of Thai Public Broadcasting Service: Thailand's First Public Television Station
- ข่าวร่างแก้ไข พ.ร.บ. Thai PBS ของ ส.ส.ภูมิใจไทย
- ปัดยุบ TPBS-สสส. ศุภชัย แจงแก้กฎหมาย วิธีการได้มาซึ่งเงิน เพื่อสร้างเอกภาพการคลัง
- ข่าว สตง. แจ้งให้ Thai PBS ชดใช้ความเสียหาย 85 ล้านบาท
- สตง.แถลงมัดไทยพีบีเอส ใช้เงินผิดระเบียบ 85 ล้าน จี้สอบวินัย-เรียกค่าเสียหาย
- "ไทยพีบีเอส" โต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ
- Thai PBS disputes 85m-baht repayment finding on October 14
- กมธ.การเมือง-ปราบโกง ถก 22 ต.ค. สอบรายได้-การใช้เงิน Thai PBS เรียกผอ.สื่อ-ผู้ว่าสตง.ชี้แจง
- คำแถลงของ Thai PBS เรื่องหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน
- RSF demands Thai MPs reject Thai PBS funding model bill